ค้นหา
เข้าสู่ระบบ
บทวิจารณ์บรรณาธิการ : คิดแบบยิว ทำแบบญี่ปุ่น
บทวิจารณ์บรรณาธิการ
Hot!
สร้างความมั่งคั่งและความสุขให้กับชีวิต ด้วยวิธีคิดที่ส่งต่อกันมาในหมู่เศรษฐีชาวยิว
หนังสือ
230.00 บาท
218.50 บาท
คอลัมน์ “ดร.ณัชร จัดหนังสือ” เล่มที่ 461 วันนี้ จะมาคุยถึงหนังสือ ชื่อ “คิดอย่างยิว ทำแบบญี่ปุ่น”
“ หนังสือเรื่องเล่าสไตล์นิยายอ่านง่ายเล่มนี้เขียนโดยฮอนดะ เคนนักธุรกิจญี่ปุ่นที่ประสบความสำเร็จในชีวิตอย่างงดงามตามที่วาดฝันไว้เมื่อวัย 20 ปี เขาทำได้เพราะตอนอายุ 20 ครั้งที่เป็นนักศึกษาแลกเปลี่ยนไปสหรัฐอเมริกาเขาได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์เศรษฐีชาวอเมริกันเชื้อสายยิวคนหนึ่ง ผู้บอกเคล็ดลับความสำเร็จกับเขาอย่างหมดเปลือกเพื่อตอบแทนชาวญี่ปุ่นที่เคยให้การช่วยเหลือเขาไว้เมื่อครั้งเขาหนีพวกนาซีไปอเมริกาโดยต้องเดินทางผ่านญี่ปุ่น ”
โดย ดร.ณัชร จัดหนังสือ
    
โดยเศรษฐีชาวยิวไม่ได้มอบเพียงเคล็ดลับการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ แต่ยังสอนปรัชญาการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและการเป็น “ผู้ให้” ให้กับสังคมและโลก อีกทั้งไม่ได้เล่าให้ฟังแบบธรรมดา แต่ยังมี “บททดสอบ” หลายอย่างให้เด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นทดลองทำด้วย
=น่าสนใจจากในเล่ม=
* องค์ประกอบของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ 
1) เมื่อ “ตั้งใจ” ว่าจะทำอะไรแล้วก็ต้อง “วางแผน” เพื่อทำให้สำเร็จ
2) ต้อง “ลงมือทำ” ตามแผน
2) ต้อง “มีใจสู้” ที่จะทำให้สำเร็จโดยไม่มานั่งกลุ้มใจ
* เวลาพบอุปสรรค สิ่งที่เป็นตัวตัดสินว่าเราจะก้าวข้ามมันไปได้หรือไม่ก็คือ ความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่ยึดติดกับกรอบ
* คนที่จะประสบความสำเร็จและมีความสุขได้นั้น คือคนที่สามารถลืมเรื่องเงินและความสำเร็จได้ แต่พวกเขาจะมุ่งมั่นทำสิ่งที่เขาชอบด้วยความสุข
* คนส่วนใหญ่ชอบโทษว่าตนเองคงไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เพราะการศึกษา ชาติตระกูล ความสามารถ และโชคชะตา แต่คนที่ประสบความสำเร็จคิดว่าเรื่องพวกนั้นไม่ใช่ปัญหาสักนิด
* ค่าตอบแทนที่เราจะได้รับจะเท่ากับปริมาณและคุณภาพของผลงานที่เรามอบให้โลกใบนี้ คนทั่วไปมักสนใจแต่เรื่อง “เงินที่จะได้รับจากคนอื่น” แต่ไม่เคยสนใจเรื่องผลงานของตัวเอง
* ทุกวันนี้ คนที่จะเป็นเศรษฐีได้ต้องเป็นคนที่มอบความสุขหรือสร้างคุณค่าให้กับคนอื่น
* เศรษฐีที่มีความสุขจะทำงานที่ตัวเองชอบ เป็นสิ่งที่เราทำแล้วสนุกจนลืมเวลา ต่อให้ไม่ได้เงินหรือไม่ได้รับความชื่นชมจากคนรอบข้างก็ไม่เป็นไร
* คนที่ทำงานที่ตัวเองไม่ชอบจะใช้เงินไปกับเรื่องไร้สาระเพื่อระบายความเครียด เพราะเขามองว่าเงินเดือนเป็นเหมือนค่าทำขวัญสำหรับการต้องทนอยู่กับงานที่น่าเบื่อ
* สิ่งที่ดีที่สุดที่คนเราสามารถอุทิศให้กับโลกได้ก็คือ การรู้ตัวว่าเราเกิดมาเพื่ออะไรแล้วทุ่มเทให้กับสิ่งนั้น
* สิ่งที่คนเราคิดอยู่เป็นประจำจะเป็นตัวกำหนดชีวิตของเรา คนเป็นเศรษฐีจะคิดถึงแต่เรื่องความมั่งคั่ง โอกาสใหม่ ๆ และกิจกรรมสนุก ๆ เป็นประจำ คนจนก็จะคิดแต่เรื่องที่เชื่อมโยงกับความยากจน เช่น ค่าใช้จ่ายตอนสิ้นเดือน หัวหน้างานที่ไม่ชอบ หรือการถูกเลิกจ้างงาน ดังนั้นจึงต้องหมั่นตรวจสอบความคิดตนเองเสมอ
* ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี ก็ต้องหมั่นคิดแต่เรื่องดี ๆ เพราะสิ่งที่คิดจะส่งอิทธิพลต่อการกระทำของเรา นอกจากนั้นต้องรู้จักเลือกหนังสือที่จะอ่าน ตลอดจนหัวข้อที่จะพูดคุยกับผู้อื่นด้วย
* ถ้ารู้เท่าทันว่าตนเองกำลังคิดและรู้สึกอย่างไรอยู่เสมอ ๆ ก็จะสามารถค้นพบสิ่งที่ตนเองต้องการในชีวิตอย่างแท้จริง (นั่นก็คือการมี “สติ” ระลึกรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์นั่นเอง – ผู้วิจารณ์)
* ถ้าไม่รู้และไม่มีประสบการณ์ตรงเรื่องงานขาย ต่อให้รู้ทฤษฎีบริหารมากมายเท่าใดก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี ถ้าอยากเป็นลูกจ้างเศรษฐีก็ไปเรียนเอ็มบีเอ แต่ถ้าอยากเป็นเศรษฐีต้องไปเรียนรู้เรื่องงานขาย
* หากถ่ายทอดความคิดตนเองไม่เป็นก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ การเพิ่มพูนทักษะการสื่อสารคือเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ ผู้บริหารจึงต้องฝึกทักษะด้านการพูดอยู่เสมอ
* คำพูดที่คนเราพูดติดปากอยู่ทุกวันจะเป็นตัวกำหนดชะตาชีวิต สิ่งที่คนที่ประสบความสำเร็จพูดจะแตกต่างจากคนทั่วไปอย่างชัดเจน
* คนที่จะประสบความสำเร็จได้ คำพูดของเขาจะเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ความรัก มิตรภาพ และความสำนึกในบุญคุณ
* เครือข่ายคนรู้จักดี ๆ คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการประสบความสำเร็จ
* เวลาคบหากับคนอื่น สิ่งสำคัญที่สุดคือการอวยพรให้อีกฝ่ายมีความสุขและความมั่งคั่ง เมื่อเจอใครสักคนเป็นครั้งแรก ให้ท่องไว้ในใจว่า “เราช่างโชคดีที่ได้มาเจอกับคนคนนี้ ขอให้ความสุขและความมั่งคั่งจงหลั่งไหลไปหาเขา” ระหว่างที่อธิษฐานไว้ในใจก็ส่งยิ้มให้เขาด้วย และตอนจากกันก็ให้คิดแบบนี้อีกครั้ง (คล้ายหลักการแผ่เมตตาแบบพุทธ – ผู้วิจารณ์)
* สิ่งสำคัญอีกประการคือความรู้สึกขอบคุณอยู่เสมอจากใจจริง เช่น ขอบคุณที่เราเป็นคนที่มีความสุขเมื่อคนอื่นมีความสุข
* พยายามคบหาคนที่มีความสามารถเหนือกว่าตัวเองดู ไม่นานเราก็จะเก่งใกล้เคียงกับพวกเขาไปเอง (อภิมหาเศรษฐีระดับโลก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ก็แนะนำเช่นนี้เหมือนกัน – ผู้วิจารณ์)
* คนที่จะเป็นเศรษฐีได้ต้องทั้งมีความรู้เรื่องเงินและมีทัศนคติที่ดีต่อเงิน ความรู้เรื่องเงินคือ วิธีหาเงิน วิธีใช้เงิน วิธีลงทุน และวิธีออมเงิน ส่วนทัศนคตินั้นสำคัญมาก เพราะถ้าไม่มีทัศนคติทางการเงินที่ดีก็จะไม่สามารถมีความสุขได้เลย แต่จะกังวลเรื่องเงินไปตลอดชีวิต
* จงเติมพลังงานด้านบวกลงไปในเงิน เวลาใช้เงินให้ใส่ความรู้สึกรักและขอบคุณลงไปด้วย เงินก็จะหมุนเวียนกลับมาหาเราอีก และนอกจากนั้นยังทำให้มีความรู้สึกดีด้วย
* ต่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ แต่ถ้าไม่รู้จักเพิ่มพูนความรู้เรื่องเงินก็ยากที่จะเป็นเศรษฐีได้
* กฏของเงินคือ
1) รู้ว่าจะหาเงินได้อย่างไร
2) ใช้จ่ายเงินอย่างชาญฉลาด (มัธยัสถ์)
3) รู้วิธีปกป้องเงิน
4) ลงทุน
5) แบ่งปัน
* คนจนมักพูดว่า “ซื้อให้รางวัลตอบแทนตัวเองที่มุ่งมั่นตั้งใจมาตลอดดีกว่า” ส่วนคนรวยมักจะพูดว่า “มันไม่จำเป็นสำหรับฉันในตอนนี้ เอาไว้ก่อนก็แล้วกัน”
* เวลาใช้เงินต้องมองให้ออกว่าจะได้อะไรตอบแทนจากเงินก้อนนั้นบ้าง ต้องไตร่ตรองดูว่ามันคุ้มหรือไม่
* ถ้าไม่ยอมลงทุนทำอะไรเลยก็ยากที่จะเป็นเศรษฐีได้ และถ้าขาดความรู้ที่จำเป็นสำหรับการลงทุนก็ยากที่จะรักษามันไว้ได้อีกเช่นกัน การประสบความสำเร็จในฐานะนักลงทุนเป็นโค้งสุดท้ายของเส้นทางสู่การเป็นเศรษฐี เป็นด่านที่สำคัญที่สุด
* อย่าพูดว่า เป็นเศรษฐีก่อนแล้วจะบริจาคเงิน เพราะมันมีนัยในแง่ลบ แต่จงพูดว่า “เราจะมั่งคั่งขึ้นเรื่อย ๆ จากการแบ่งปันให้คนอื่น” จะดีกว่า
* กฎ 5 ข้อสู่ความสำเร็จทางธุรกิจ
1) ค้นหาสิ่งที่ชอบ
2) ศึกษาทุกเรื่องที่จำเป็นต่อความสำเร็จในธุรกิจที่ทำ
3) เริ่มต้นจากธุรกิจเล็ก ๆ และอย่ารีบขยายกิจการ
4) สร้างวงจรที่ทำกำไร (สร้างระบบที่สามารถมอบความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องโดยเราไม่จำเป็นต้องลงแรงเอง)
5) สร้างระบบที่ดำเนินต่อไปได้แม้ไม่มีเรา
* ถ้าอยากมีชีวิตที่ดี จำเป็นต้องตั้งเป้าหมาย เมื่อเลือกได้แล้วว่าต้องการใช้ชีวิตแบบไหน ให้เขียนรายการของ “สิ่งที่ต้องทำ” เพื่อที่จะให้ได้สิ่งนั้นแล้วก็ “ลงมือทำ” ตามที่เขียนไว้
* สาเหตุที่คนเรามักทำตามเป้าหมายไม่สำเร็จ
1) นำสิ่งที่คิดว่า “ควรทำ” มาตั้งเป็นเป้าหมาย
2) ไม่มีแรงจูงใจที่จะไปให้ถึงเป้าหมาย
3) ไม่ทำตามขั้นตอนที่เหมาะสม (เช่น ค่อยเป็นค่อยไป)
4) ไม่กำหนดเวลาในการลงมือทำ
* กฎ 5 ข้อที่ช่วยให้ทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ
1) ตั้งเป้าหมายที่เร้าใจ “ถึงตายก็ต้องทำให้ได้” (แนวคิดเหมือน แจ็ค หม่า – ผู้วิจารณ์)
2) ลงรายละเอียดของเป้าหมายแล้วระบุขั้นตอนในการลงมือทำให้ชัดเจน
3) กำหนดรางวัลสำหรับตอนที่ทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ และบทลงโทษสำหรับตอนที่ล้มเหลว
4) จินตนาการภาพตอนที่ทำตามเป้าหมายได้สำเร็จ
5) ลงมือทำ
* ไม่มีใครประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว จงรู้จักวิธีขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำให้เราประหยัดเวลาไปได้มากกว่าพยายามจะทำเองทุกเรื่อง
* อย่างไรก็ตาม คนจะเป็นเศรษฐีได้ต้องมีความรู้พื้นฐานด้านกฎหมายและบัญชี
* “ถ้าอยากประสบความสำเร็จ ต้องทำงานกับคนที่เก่งกว่าเราให้มากเข้าไว้” – เฮนรี่ ฟอร์ด
* คู่ชีวิตที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ คนเราจะยิ่งใหญ่ได้จำเป็นต้องมีคู่ชีวิตคอยสนับสนุน ทั้งโทมัส เอดิสัน เฮนรี่ ฟอร์ด และร็อคกี้เฟลเลอร์ต่างก็รักและให้เกียรติภรรยา เวลาคิดไอเดียใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ก็จะปรึกษาภรรยาเสมอ
* ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสามีภรรยาเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการเป็นเศรษฐี เมื่อมีปัญหา ให้พูดคุยและแก้ปัญหาทันที อย่าทิ้งค้างไว้เด็ดขาด
* คนที่คิดว่าตัวเองสามารถรวยได้ก็จะยิ่งรวยขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีโชคเรื่องเงิน ชีวิตนี้ก็จะไม่มีทางรวย ต่อให้ถูกลอตเตอรี่หรือได้รับมรดก ไม่นานเงินก็จะสูญไปหมด
* ต้องหมั่นฝึกทักษะการตัดสินใจให้รวดเร็วและลงมือทำทันทีเสมอ ๆ เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ ก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องสามารถจัดลำดับสิ่งสำคัญในชีวิตได้อย่างชัดเจน แล้วเดินหน้าอย่างเด็ดเดี่ยวจนสำเร็จ
* ต้องรู้จักรู้วิธีรับมือกับความล้มเหลว เพราะเศรษฐีทุกคนล้วนเจอกับความล้มเหลวมานับไม่ถ้วนทั้งนั้น
* อย่าเอาพลังงานที่มีอยู่ไปจมอยู่กับอดีตหรืออนาคต เพราะสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จเร็วที่สุดคือการจดจ่ออยู่กับปัจจุบัน
* ชีวิตจะดีหรือร้ายขึ้นอยู่กับว่าเราตีความประสบการณ์นั้น ๆ อย่างไร เราสามารถนำสิ่งนั้น ๆ มาใช้ประโยชน์ได้หรือเปล่า ถ้าอยากจะมีความสุข อย่ามองโลกในแง่ร้าย
==ข้อคิดที่ได้จากหนังสือเล่มนี้==
ถ้าอยากประสบความสำเร็จ
1) จงมีฝัน แล้ววางแผนที่จะไปถึงฝันอย่างเป็นขั้นตอน แล้วลงมือทำอย่างทุ่มเทเด็ดเดี่ยว
2) จงคิดถึงตนเองให้น้อย คิดถึงผู้อื่นให้มาก และรู้สึกขอบคุณทุกคน ทุกสิ่งเสมอ
หนังสือชื่อ “คิดแบบยิว ทำแบบญี่ปุ่น” โดย ฮอนดะ เคน แปลโดย บรรเจิด ชวลิตเรืองฤทธิ์ สำนักพิมพ์วีเลิร์น 273 หน้า ราคา 230 บาท มีจำหน่ายที่ร้านหนังสือชั้นนำและเวบไซต์ร้านหนังสือทั่วไป

ลักษณะของหนังสือมีตำหนิ (หนังสือเกรด B)
ตัวอย่าง เกรด/สภาพ
สภาพหนังสือชำรุดเล็กน้อย (B1)
ปกพับ สันบุบ ขาด
ลดราคา 20%
สภาพหนังสือชำรุดปานกลาง (B2)
ปกพับ สันบุบ ขาด สังเกตเห็นได้ว่าขาด ชำรุดมาก
ลดราคา 30%
สภาพหนังสือเก่าชำรุดปานกลาง (B3)
แต่ไม่มาก อาจมีสภาพปกพับ ปกหักร่วมด้วย
ลดราคา 50%
สภาพหนังสือเก่ามาก (B4)
อาจมีสภาพชำรุดร่วมด้วย แต่เนื้อหายังครบถ้วน
ลดราคา 70%
(ซื้อแล้วไม่รับเปลี่ยน หรือคืนทุกกรณี ยกเว้นชำรุดอันเนื่องมาจากการพิมพ์)